WangMouse.
12 July 2010 | Story by:Port |

ครูปู่ผู้ให้

ประวัติคุณ   ครูปู่  หรือคุถณธีระรัตน์  ชูอำนาจ...

เรื่องของชายแก่คนนึงที่นั่งมองภาพเด็ก ๆ ด้านหน้า มองย้อนกลับไปมันช่างเป็นเวลาที่สุขนัก เพราะว่ามันได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ มามากมาย  วันนี้เด็ก ๆมีห้องสมุด มีที่เรียน ท่านเคยเดินไปมีเด็กคนนึงวิ่งมาขายพวงมาลัยให้ แกเห็นทางมองแมม แกหยิบเงินให้แล้วได้พวงมาลัยมา แกคือลูกค้าของเด็กคนนั้นในวันนั้น
ครูปู่"  วีรบุรุษแห่งสลัม  คือเป็นเป็นฉายาที่เหมาะที่สุดแล้วสำหรับ นายธีระรัตน์ ชูอำนาจ พ่อครูวัย 74 ปี ที่ขออุทิศชีวิตหลังจากเกษียณ ให้กับเด็กสลัมอย่างเต็มตัว ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 เดือน กรกฎาคม  พ.ศ.  2478  ธีระรัตน์  มีพี่น้องร่วมกัน  5 คน  เขาเป็นลูกคนที่ 3ปัจจุบันมีพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่สองท่าน คือตัวท่านและน้องสาว ครอบครัวของท่าน ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก บิดาทำอาชีพข้าราชการในกระทรวงต่างประเทศ  ส่วนมารดาเป็นแม่บ้านคอยดูแลครอบครัว  ซึ่งทั้งสองท่านก็จากไปด้วยโรคชรา  
ท่านเป็นคนกรุงเทพมหานครแต่กำเนิด แถวสะพาน แม้ครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก  แต่ก็ไม่ได้ยากจนจนเกินไป  มีกินมีใช้อยู่ได้อย่างพอเพียง  ท่านเกิดและโตที่ชุมชนตึกแดง จึงมีโอกาสได้ซึมซับถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงอย่างลึกซึ้ง  ในอดีตที่นี่คือ  "สลัม"  ในตอนนั้นก็มีเด็กบางคนก็เข้าใจผิดเห็นว่าท่านอยู่แถวนี้ ก็พาลเรียกว่าท่านว่าเด็กไอ้สลัม มันเป็นความเจ็บช้ำที่เมื่อโตขึ้นท่านตั้งใจจะทำให้ที่นี่ดีขึ้นให้ได้ แต่ ณ ตอนนี้มันกลับกลายมาเป็นโรงเรียนเล็กๆ ถึง 4 โรงเรียน ที่กระจายอยู่ตามชุมชนแออัดทั่วกรุงเทพมหานคร  ทุกๆ ที่ ล้วนเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า "ครูอาสา"
โดยที่ท่านมีจุดเริ่มต้นจากการมาเป็นเป็นครูอาสาให้เราฟังว่า ชีวิตการเป็นครูของปู่ เริ่มต้นเมื่อตอนที่ไปสอบบรรจุเป็นครู ได้ที่โรงเรียนวัดราชโอรส  ชีวิตปู่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร  ตอนนั้นอาชีพครูของรัฐมีเงินเดือน เดือนละ  600 บาทเท่านั้นเอง หลังจากที่เป็นครูไม่นาน ปู่ก็เรียนเสริมภาคค่ำต่อจนจบปริญญาตรี วิทยาลัยประสานมิตร (มศว ประสานมิตร) ตอนนั้นทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยเป็นเวลา 20 ปี เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา  ครูปู่จึงตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อจนได้รับปริญญาอีกหนึ่งใบ  จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี พศ.2520 จบออกมาไม่นาน  จึงมุ่งหน้าเข้าทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง  จนเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี    "หลังจากเออร์ลี รีไทร์ออกมา  ปู่ก็มาทำงานด้านกฎหมายต่ออีกสักพักหนึ่ง    ปู่สมรสกับนางชวนพิศ  ชูอำนาจ  อายุ 68 ปี      อาชีพรับราชการครู  มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน คือ นางสาวธนินี ชูอำนาจ  อายุ 41 ปี เรียนจบระดับปริญญาตรี จนกระทั่งมา เปิดบริษัทเอกชนเป็นมัณฑนากร    ปัจจุบันปู่อาศัยที่ บ้านเลขที่  1 ซ.สีน้ำเงิน ถนนประชาราชสาย1 เขตบางซื่อ  กรุงเทพฯ 10800
ครูปู่ ทำงานหนักขึ้น จนลูกสาวบอกให้พ่อหยุดทำงาน  "เขาเห็นเราเหนื่อยมามากแล้ว เขาบอกจะเลี้ยงพ่อเอง ตอนนั้นแหละที่ปู่ออกจากงานและลองอยู่บ้านจริงๆ จังๆ แต่เอาเข้าจริงๆ พออยู่เฉยๆ มันอยู่ไม่ได้ ก็คิดอยากจะทำโน่นนี่ไปตามประสาคนแก่” ก็ด้วยความรู้สึกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ อยากจะทำอะไรเพื่อสังคม โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ด้อยโอกาส ครูปู่จึงตัดสินใจหักเหชีวิต กลายมาเป็นครูอาสาอย่างเต็มตัว เมื่อ พ.ศ.2543 ที่ทางกรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครครูอาสาอย่างเป็นทางการ
วันหนึ่งปู่เล่าว่ามีโอกาสไปช่วยเพื่อนหาเสียงเพื่อทำการเลือกตั้งแถวสลัมปู่ก็บังเอิญไปเจอกับเด็กๆแถวนั่นปู่จึงนึกถึงเด็กๆเหล่านี้ ที่ถูกสังคมแบ่งแยกไม่มีการศึกษาที่ดี    เห็นเด็กที่ด้อยโอกาสก็เยอะ รู้สึกว่าทำไมเขาถึงด้อยกว่าคนอื่นๆ เกือบจะทุกด้าน และมองย้อนกลับไปในวัยเด็กว่าตัวเองก็ตั้งใจที่จะช่วยเหลือเด็กพวกนี้ พวกเขาคงต้องการโอกาส ท่านแค่ถูกล้อว่าเป็นเด็กสลัม แต่เด็กพวกนี้ล่ะ เขาเป็นจริง และไม่มีโอกาสเหมือนท่าน ตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ปู่คิดจะเข้ามาช่วยเหลือเด็กในชุมชนแออัดอย่างเป็นรูปธรรม จึงเริ่มศึกษาชีวิตของเด็กเร่ร่อน ว่าทำไมเขาไม่ชอบอยู่ที่บ้าน จึงรู้ว่าสาเหตหลักเกิดจากความแตกแยกของครอบครัว"
ท่านไปทำงานโดยมีร้อยยิ้ม และมือคู่น้อยที่ประนมก้มกราบขอบคุณในสิ่งที่ทำ ตอนนั้นมีครูแค่ 4 คน  ก็เหนื่อยกันแบบสุดๆ เหมือนกัน จึงตัดสินใจว่าจะทำต่อ จึงควักกระเป๋ากันลงขัน จัดตั้งเป็นกลุ่ม ซ.อาสา เมื่อปี พ.ศ.2547 เป็นต้นมา"  กลุ่ม ซ.โซ่ อาสาเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า  "โซ่"  เพียงข้อเดียว  คงไม่มีพลังผูกมัดสิ่งใด เปรียบเหมือนอาสาสมัคร  ที่ต้องมีการเชื่อมร้อยเครือข่าย เพื่อสร้างพลังในการดูแลสังคม โซ่เส้นนี้ ทำงานด้วยหัวใจ ทำงานตลอดเวลา และจะไม่มีวันหยุดทำงาน
โรงเรียนแห่งแรก  คือ  โรงเรียนริมคลอง  โดยใช้พื้นที่บริเวณคลองหลอด  ข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์  เป็นพื้นที่ให้การศึกษากับเด็กเร่ร่อนจรจัด  โดยใช้โต๊ะ-เก้าอี้  ของร้านอาหารตามสั่งที่เปิดขายในช่วงเย็นบ้าง ใช้ฟุตบาทบ้าง เป็นโต๊ะเรียน  โรงเรียนแห่งที่สอง  คือ  โรงเรียนใต้สะพาน  บริเวณสะพานอรุณอัมรินทร์ หลังวัดอมรินทราวาส  เขตบางกอกน้อย เด็กส่วนมากที่นี่เป็นเด็กที่ขายพวงมาลัยใต้สะพานบ้าง เป็นลูกแม่ค้าหาบเร่บ้าง  ซึ่งก็จะได้ใต้สะพานในส่วนที่ฝนไม่สาดเป็นกระดานดำ  และสอนบนฟุตบาทเช่นกัน  ช่วงนี้เห็นเด็กขายพวงมาลัยก็นึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่เห็นเด็ก ๆ อยู่ริมถนน ขายพวงมาลัย
พอกลุ่มของเราเริ่มทำงานที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น สื่อต่างๆ ก็เริ่มสนใจ มีรายการทีวีมาขอถ่ายทำ  พอออกอากาศบ่อยเข้า  ทางคณะกรรมการชุมชนตึกแดง เขตบางซื่อ ใกล้ๆ กับบ้านของปู่  เขาเห็นแล้วสนใจอยากได้อาสาสมัครมาสอนที่นี่  จึงตัดสินใจเพิ่มสาขา มาเริ่มต้นจากการหาเต็นท์เก่าๆ  มาบังกันแดด  ตอนนั้นมีครู  4 คน กับเด็กอีกประมาณ 80 คน มาสอนเพียง 2  สัปดาห์  ก็เริ่มมีผู้ใจบุญช่วยสร้างหลังคากันให้อย่างดี  อย่างโต๊ะเก้าอี้พวกนี้ ก็มีกลุ่มคนใจบุญช่วยกันบริจาคบ้าง  ทางครูเองก็เอามาเสริมบ้าง  พอทางเขตเขาเห็น เขาก็มาร่วมสร้างห้องน้ำให้  นี่ห้องสมุดก็เพิ่งทำเสร็จไปได้ไม่กี่สัปดาห์  ก็เกิดจากเงินทุนสนับสนุนของกลุ่มคนใจบุญทั้งสิ้น
ในทุกๆวิชาที่สอน สิ่งที่ครูสอดแทรกเสมอคือเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อให้เด็กเป็นคนดีของสังคม                  เรื่อง ค่าอาหารครูปู่บอกว่าเริ่มแรกปู่จ่ายค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด  แต่พอมีสมาชิกเด็กๆเพิ่มขึ้นและมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ  อย่างคณะกรรมการชุมชนตึกแดงเป็นผู้สนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอนนั้น มีหน่วยงานเอกชนหลายรายนำมาบริจาค และมีหน่วยงานอื่นๆอีกมาก     “สิ่ง ของแรกๆ เราก็ช่วยกันคนละเล็กละน้อย ต่อมามีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งเงินทอง และสิ่งของ ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ได้เรียกร้อง” ครูปู่บอก   จึงเกิดเป็นโรงเรียนลานโพธิ์  ในชุมชนตึกแดง  เขตบางซื่อ  ณ  ปัจจุบัน  ที่นี่มีห้องเรียนอย่างดี  คือ ศาลาโล่ง หลังคามุงกระเบื้อง มีโต๊ะ เก้าอี้ มีห้องน้ำ และอาหารกลางวัน ให้บริการทั้งเด็กและผู้ปกครองของเด็กอย่างพอเพียง  ตลอดระยะเวลา  14  ปี หลังเกษียณอายุ  ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความสามารถของครูปู่ และแกนนำครูอาสาทุกคนที่ทำงานกันด้วยใจรักจริงๆ
ครูปู่บอกว่า  "การเป็นครูอาสากับการทำงานในออฟฟิศมันต่างกันมาก พอมาลุยตรงนี้มันได้ความรู้สึกอิ่มใจที่ได้เห็นพัฒนาการของเด็กที่เราสอน  จากเด็กเร่ร่อนกลายเป็นเด็กที่ขยันเรียน  เห็นว่าสังคมมันน่าอยู่ขึ้น  ซึ่งเมื่อก่อนเราทำแต่งาน  งานตรงนั้นมันก็คืออาชีพที่ทำไปเพียงเพื่อความอยู่รอดของตัวเราเอง  ซึ่งถามครูปู่  ณ ตอนนี้ ก็บอกได้เลยว่า ครอบครัวของครูพอเพียงแล้ว  เราไม่ต้องการชื่อเสียงเงินทอง ไม่ต้องการอามิสสินจ้างใดๆ เพียงแต่อยากให้สังคมไทยได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นก็พอ" 
ความฝันอันสูงสุดของครู คือ อยากเห็นพัฒนาการของเด็กไทยที่ดีขึ้น เพราะครูเชื่อว่า ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  เขาก็อยากจะพัฒนาด้านนี้อย่างเต็มที่  แต่เนื่องจากการขาดบุคลากรที่จะมาดูแลตรงนี้อย่างเต็มที่  และก็ขาดงบประมาณ ซึ่งครูปู่ก็ขอแบ่งเบาภาระของรัฐบาลให้เขาทำงานกันอย่างสบายมากขึ้น
เมื่อปี พ.ศ.2550 ครูปู่ธีระรัตน์ ชูอำนาจ เข้ารับโล่รางวัลพระราชทาน โครงการ "ทำดีเพื่อพ่อ"  จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นรางวัลที่คัดเลือกบุคคลดีเด่น จาก 1 ใน 100 ทั่วประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดของครูปู่เลยก็ว่าได้  และเมื่อวันที่  5 ธันวาคม 2551 ครูปู่ธีระรัตน์ได้เข้ารับโล่รางวัล "พ่อดีเด่นแห่งชาติ" เป็นรางวัลที่มอบให้กับคุณพ่อตัวอย่างแห่งปี. โปรยปู่เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เห็นเด็กที่ด้อยโอกาส ก็รู้สึกว่าทำไมเขาถึงด้อยกว่าเด็กคนอื่นๆ เกือบจะทุกด้าน ตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ปู่คิดจะเข้ามาช่วยเหลือเด็กในชุมชนแออัดอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแรงผลักให้ครูหันมาเป็นครูข้างถนนคือ “อาชีพ เดิมเราเป็นครู และเห็นความแตกต่างของเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแออัด ผมอยากให้พวกเขาเป็นคนดี มีความรู้” ช่วงเริ่มต้น “ชาว บ้านเขาไม่เข้าใจครับ วันหยุดเขาอยากให้ลูกๆ ช่วยทำงาน อยากให้ขายพวงมาลัย เก็บขยะ ล้างชาม และบางคนเอาไปขอทานก็มี การเข้ามาของเราก็เหมือนไปแย่งเวลาทำมาหากินของเขา แต่ภายหลังเมื่อเห็นเราเอาจริง เขาก็เริ่มเห็นคุณค่า เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดให้ลูกเข้ามาเรียน”
จุดหมายปลายฝันของครูปู่ สิ่งที่ต้องการคืออยากให้เด็กเป็นคนดี มีความรู้ มีจริยธรรม เพื่อสังคมจะได้เป็นสุข   ส่วนในแง่ของวัตถุอยากตั้งโรงเรียนในชุมชนแออัด “แต่ผมว่ามันไกลเกินไป เอาแค่ให้มีห้องสมุดให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือก็ดีแล้ว”   มองไกลออกไปในสังคมข้างๆโรงเรียน ครูปู่มองว่า ชุมชนแออัดทุกๆ ที่มีปัญหาคล้ายๆกันคือ ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหาการทำมาหา  กินไม่พอกิน สุขภาพอนามัยไม่ดี และปัญหายาเสพติดที่กำลังกลับมาอีกระลอกหนึ่ง
           ใกล้ๆ กับครูปู่ มีครูเปิ้ล นภัทร มหาสิทธิลาภ อายุ 26 ปี เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ซ.โซ่อาสา เมื่อปีที่แล้ว เธอบอกว่า เพื่อนแนะนำให้รู้จัก เมื่อมาสอนเด็ก แล้วเด็กตอบรับดีการได้เห็นสีหน้าท่าทาง รอยยิ้ม ของพวกเขาทำให้เรามีพลัง จึงอาสาเรื่อยมา  “เป็นคนชอบเด็กๆอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าเราทำอะไรให้เด็กได้บ้าง ก็มาช่วย” ครูเปิ้ลบอกว่าเราจะดูก่อนว่าเด็กต้องการอะไรเป็นหลัก  “เราไม่ต้องการเน้นวิชาการแต่ต้องการเน้นศีลธรรม และคุณธรรม เรา สอนอยู่ 3 ที่คือ คลองหลอด สะพานอรุณอมรินทร์ และชุมชนตึกแดง แต่ละที่เด็กจะต่างกันคือ เด็กที่อรุณอมรินทร์จะหนักไปทางเด็กขอทาน ที่คลองหลอดหนักไปทางเด็กเร่ร่อน และที่ชุมชนตึกแดงเป็นเด็กชุมชนแออัด”  พลาง บอกถึงความประทับใจหัวหน้ากลุ่มว่า ครูปู่เป็นคนทำงานจริงจัง เชื่อมั่นในตนเอง ทำประโยชน์ให้กับสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำให้อยากช่วยครูปู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ไหวปู่บอกว่าทุกวันนี้ไม่ได้ใช้แรงทำงานแต่ว่าใช้หัวใจมากกว่า ครูทุกคนมาด้วยหัวใจ เด็ก ๆ ก็รับรู้ได้ด้วยหัวใจ   ครูอุ้ย หรือสุนทรีย์ ไกรอุภัย เป็นโซ่อีกข้อหนึ่งของ ซ.โซ่อาสา เธอทราบเรื่องการทำกิจกรรมของครูปู่มาจากเพื่อนๆ จึงเข้ามาดูและร่วมอาสาอีก 1 แรง   “เด็กๆน่ารักดี ไม่ก้าวร้าว ร่วมกิจกรรมกับเราดี เราจัดกิจกรรมอะไรเด็กก็ให้ความร่วมมือดี” ครู อุ้ยกล่าวถึงความประทับใจ และบอกถึงความศรัทธาครูปู่ว่า เป็นคนที่มีอุดมการณ์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กด้อยโอกาส โดยไม่เน้นเรื่องวิชาการมาก แต่เน้นไปที่การปลูกจิตสำนึก ให้เด็กตระหนักในคุณงามความดี
           นอก จากครูเปิ้ล ครูอุ้ย ยังมีครูอื่นๆ และครูโอ๋ ลลภา พวงแก้ว ที่ทราบเรื่องราวจากอินเตอร์เน็ตแล้วเข้ามาอาสาอีกแรงหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะได้ช่วยกันพัฒนาเด็กที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ได้มีความรู้ และคุณธรรม
 แน่ นอนการเป็นครูสอนเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ทั้งเด็กเร่ร่อน และชุมชนแออัด ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เป็นต้นว่า ต้องทำความรู้จักให้ได้ก่อน ค่อยสร้างความคุ้นเคย เมื่อเด็กๆ ให้ความไว้วางใจแล้ว ถึงจะสอนเด็กๆ ได้  เมื่อครูปู่เปิดทางมาให้แล้ว ครูกลุ่ม ซ.โซ่อาสา จึงเดินได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่ทำให้เขามีวันนี้ได้  (หลักคุณธรรม)
-จรรยาบรรณของความเป็นครู
-ทำดีเพื่อแผ่นดินเกิด เพื่อพ่อของแผ่นดิน
-ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี
-ความเสียสละ การทำความดี ไม่ต้องมีใครมาชมก็ภูมิใจ
-การช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน
-ไม่แบ่งชนชั้นวรรณะทางสังคม
ท้ายที่สุดสิ่งที่คุณปู่ได้รับมันมากกว่าคำว่าความสุข เมื่อก่อนปู่เคยได้รับพวงมาลัย แต่ต้องใช้เงินแลกเพื่อจะได้มันมา ในฐานะลูกค้า แต่ในวันนี้ปู่ได้รับพวงมาลัยจากเด็ก ๆ ที่มามอบให้ในฐานะครูผู้ประสาทวิชาให้พวกเขาอย่างจริงใจ มันคือความสุขที่ล้ำค่า ที่ไม่ว่าเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไป แต่มันยังคงตราตรึงอยู่ในใจชายแก่หัวใจแกร่งคนนี้ ให้ยืนหยัดต่อสู่เพื่อต้นทุนทางสังคมต่อไป
ปัจจุบันสอนวันเสาร์-อาทิตย์
เช้าวันเสาร์ 09.00-12.00 น.  สอนที่ชุมชนตึกแดง  บางซื่อ  ช่วงบ่ายที่ลุมพินี
เช้าวันอาทิตย์ 09.00-12.00 น.   สอนที่คลองหลอด ข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ ช่วงบ่ายสอนที่สะพานอรุณอัมรินทร์
ติดตามชีวิตคนแก่ ที่ไม่แก่เกินการทำดีได้ในรายการบัลลังก์คนดีสัปดาห์นี้ ทาง ททบ.ห้า หกโมงสามห้านาทที ไปจบวันพฤหัสเลยจ้า ต่อจากนี้ไปจะมี 4  วันเลย

จากปอท

 


Read the full story »| comment |

Share |

 

 

activity

พบเรื่องราวของกิจกรรมสุดล้ำที่ทำเพื่อวังเหนือ  มีอะไรน่าสนใจที่เด็กวังมีส่วนร่วมได้บ้าง ต้องตามติดประชิดอ่านโดยด่วน

wangmouse»

ครูหมอพ่อพระ.
12 July 2010

ประวัติ นที สรวารี  ตอน ครูหมอพ่อพระ   เรื่องราวของครูข้างถนนหมอคนจนข้างสนามหลวง

จากภาพชายคนนึงเดินไปที่สนามหลวง มีเด็กสาวคนนึงเดินมาถามให้ซื้อบริการจากเธอ เขาปฏิเสธ เด็กคนนั้นอารมณ์เสีย ไม่ซื้อก็ไม่ต้องมาแถวนี้เสียเวลาจริง ๆ ทำท่าเซ็งหน้าตารังเกียจแต่ก็กลับไปนั่งคอตกอยู่
เอ็กซ์ นที สรวารี (สอ-ระ-วา-รี) หรือ ครูนที สำหรับคนเร่ร่อน หรือ หมอ สำหรับหญิงขายบริการ ที่ต่างมีชีวิตเวียนวน กิน ดื่ม ขับ ถ่าย หลับนอน รวมถึงประกอบอาชีพอยู่ในสนามหลวง ซึ่งครูจะไปประจำการอยู่บริเวณรูปปั้นพระแม่ธรณี ริมคลองหลอด ละแวกสนามหลวง โดยมีรถตู้สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่บริเวณคอสะพาน ทำหน้าที่เป็นสถานีคอยให้ความรู้ แลกเปลี่ยน พูดคุย และรักษาให้กับคนสนามหลวง กลุ่มคนที่คนภายนอกมองว่าเป็นซากของสังคม แต่สำหรับครูนที พวกเขาเหล่านั้นคือ “เพื่อน”
Read the full story »

wangmouse»

รักลอยแพ.
04 June 2010

รักลอยแพ  เรื่องราวของ ครู นายสามารถ  สุทะ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีใบประกอบวิชาชีพครู ข้าราชการครูในสังกัดโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร  อำเภอลี้
ครูสามารถ  มีพี่น้อง 1 คนคือ มีพี่ สาวเป็นลูกตนโตและตนเองเป็นลูกคนเล็ก บ้านเกิดอยู่ที่ อ.แม่จันทร์ จ.เชียงราย     เมื่อตอนครูเป็นเด็กๆนั้นฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจนพ่อแม่ไม่มีเงินสงเสียให้เล่าเรียน แต่ ก็มีโอกาสได้เรียนแค่จบชั้น ป.6    แล้วก็ต้องหยุดเรียนเพราะทางบ้านไม่รู้จะเอาเงินจากที่ไหนมาส่งให้เรียนต่อ แต่พ่อของครูก็อยากให้ลูกได้เรียนแต่ไม่รู้จะทำยังไงจึงให้ลูกไปบวชอยู่ที่วัดเพราะอย่างน้อยก็ยังได้ศึกษาเกี่ยวกับหลักธรรมต่างๆ  ซึ่งทางคุณครูก็ได้ใช้เวลาศึกษาอยู่ที่วัดใกล้บ้านเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งในขณะนั้นก็ได้เรียนบทสวดและการเทศนาธรรมต่างๆ พออายุ 13 ย่าง 14 ก็มีเพื่อนที่บวชเรียนอยู่ด้วยกันชวนไปอยู่วัดที่จังหวัดชลบุรี เพราะคิดว่าจะได้เรียนในแบบปกติเหมือนคนอื่นเขา  แต่กลับกลายเป็นว่าต้องมาเรียนทางด้านธรรมต่อแต่วัดที่นี่แตกต่างจากวัดเดิมเพราะวัดที่นี้เป็นวัดสายปฏิบัติกรรมฐานเดินธุดง ตนจึงได้เรียนรู้การปฏิบัติกรรมฐานและได้เดินธุดงเพื่อหาความสงบเป็นเวลา 2 ปี
Read the full story »