วัดบ้านก่อ / Wat Baan Koh.
เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาฉลองความสำเร็จของ
โครงการบูรณะงานจิตรกรรมฝาผนัง
ที่วัดบ้านก่อ จังหวัดลำปาง
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550
วันนี้ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ราล์ฟ แอล. บอยซ์ ได้ร่วมการฉลองความสำเร็จของ
โครงการบูรณะงานจิตรกรรมฝาผนังที่วัดบ้านก่อ จังหวัดลำปาง ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการกองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม
สภาคองเกรสสหรัฐฯ ได้ก่อตั้งโครงการทุนของเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทาง
วัฒนธรรมขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 ภายใต้โครงการดังกล่าว เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จะสามารถให้การสนับสนุนความพยายามในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่เปราะบางและกำลังเสี่ยงต่อการสูญสิ้นไปตลอดกาล
จิตรกรรมฝาผนังที่วัดบ้านก่อ อ. วังเหนือ จ. ลำปาง เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของศิลปะพื้นบ้านแบบบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติ การบูรณะจิตรกรรมฝาผนังที่เสื่อมโทรมนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยทำนุบำรุงมรดกวัฒนธรรมไทย แต่ยังเป็นประโยชน์แก่ชุมชนวัดบ้านก่อด้วยโดยเป็นการประกันว่าสมบัติของชาติได้รับการอนุรักษ์เพื่อชนรุ่นหลัง
งบประมาณสำหรับโครงการอนุรักษ์ที่วัดบ้านก่อจำนวน 2,112,000 บาทเป็นเงินงบประมาณสูงที่สุดที่ได้รับในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเป็นอันดับสามของโลกในปีพ.ศ. 2548 ผู้รับผิดชอบโครงการปฏิสังขรณ์โครงสร้างวิหารและบูรณะจิตรกรรมฝาผนังที่วัดบ้านก่อ คือ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาและสืบสานศิลปวัฒนธรรมสถาปัตยกรรมล้านนา (ไต) มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตพะเยา โครงการได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 กันยายนพ.ศ. 2548 และแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 เมษายนพ.ศ. 2550
เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ราล์ฟ แอล. บอยซ์ ได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ฉลองโอกาสนี้ว่า “มรดกทางวัฒนธรรมของไทยมีหลายรูปแบบ นับตั้งแต่สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียง เช่น พระบรมมหาราชวัง ไปจนถึงนิทานพื้นบ้าน เพลง และความทรงจำของชุมชนเล็กๆ ที่วัดบ้านก่อแห่งนี้ เราได้เห็นตัวอย่างที่เยี่ยมยอดของมรดกทางวัฒนธรรมในชนบทของไทย…ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับที่อื่นๆ”
ในแต่ละปีหลังการก่อตั้ง กองทุนเอกอัครราชทูตเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมได้มีส่วนช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของไทย โดยในปีแรก กองทุนฯ ได้ให้ความช่วยเหลือในการอนุรักษ์แก่บ้านคำเที่ยงที่สยามสมาคม ต่อมาปี พ.ศ. 2545 ห้องเครื่องแต่งกายและผ้าโบราณของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงเทพฯ ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนฯ ในปี พ.ศ. 2546 กองทุนฯ ได้ให้ความช่วยเหลือในการอนุรักษ์ลวดลายและเทคนิคการทอผ้าไทยแบบโบราณที่กาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวงในพระบรมมหาราชวัง ในปี พ.ศ. 2547 กองทุนฯ ได้ให้ความสนับสนุนในการเก็บประวัติทางสถาปัตยกรรมของไทยมุสลิมทางภาคใต้ไว้ในรูปแบบดิจิทัล และเมื่อปีพ.ศ. 2548 กองทุนฯ มุ่งสู่ภาคเหนือของไทยเพื่ออนุรักษ์ภาพวาดฝาผนังที่วัดบ้านก่อ ส่วนในปีที่ผ่านมา กองทุนได้ให้ทุนสนับสนุนการอนุรักษ์มรดกทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เพิงผาบ้านไร่และเพิงผาถ้ำลอด อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน


Embassy of the United States of America
U.S. Ambassador Celebrates the Completion of Mural
Restoration Project at Wat Baan Koh
Lampang Province, June 15, 2007
U.S. Ambassador Ralph L. Boyce today helped celebrate completion of a mural restoration project at Lampang’s Wat Baan Koh supported by the U.S. Ambassador’s Fund for Cultural Preservation.
The Fund was established by the U.S. Congress in 2001 to allow American ambassadors to support efforts to rescue cultural heritage that is fragile and in danger of being lost forever.
The traditional mural painting at the temple of Wat Baan Koh, in Wang Nuea district of Lampang Province, is a prime example of naïve style folk art. Restoring the badly deteriorated mural will not only strengthen Thailand’s cultural heritage, but benefit the Wat Baan Koh community as well, ensuring that this national treasure is preserved for future generations.
The Wat Baan Koh preservation project grant of 2,112,000 baht ($52,800) was the largest awarded in East Asia and the third-largest in the world in 2005. The structural repair and mural preservation of the Wat Baan Koh project was carried out by the Faculty of Fine Arts, Chiang Mai University, and the Institute of Research and Study of Lanna Tai, Naresuan University, Phayao Campus. The project started on September 1, 2005 and was completed on April 30, 2007.
In his remarks marking the occasion, Ambassador Ralph L. Boyce said that, “Thailand's heritage takes many forms, ranging from famous buildings such as the Grand Palace to the folk tales, songs, and memories of small communities. Here at Wat Baan Koh we have a wonderful example of Thailand’s cultural rural heritage…which we hope will serve as a model for others.”
Each year since its inception, the Ambassador’s Fund has helped preserve Thai cultural heritage. In the first year, grant support went to Kamthieng House at the Siam Society in Bangkok. In 2002, the Fund assisted the preservation of the Antique Textile Collections at the National Museum. In 2003, the Fund contributed to the preservation of traditional Thai textile patterns and weaving techniques at the Golden Jubilee Royal Goldsmith College at the Grand Palace. In 2004, the Fund supported the creation of a digital archive of Thai-Muslim architectural heritage in the south of Thailand, while in 2005 the Fund turned north to the mural at Wat Baan Koh. This past year, the Fund was used to preserve the archaeological heritage of the Ban Rai and Tham Lod Rockshelters in Pang Mapha District, Mae Hong Son Province.
Stories by http://www.bangkok.usembassy.gov
![]() |
ชมรมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆแก่อำเภอวังเหนือ |
![]() |
เรื่องราวของวังเหนือ ในมุมมองที่แตกต่างและน่าติดตาม นำเสนอเรื่องราวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้ของวังเหนือ |
![]() |
ที่ของคนมีเรื่องมีราวที่พร้อมจะนำเสนอในมุมมอง ของตนเอง สู่สายตาผู้อื่น |
![]() |
นำเสนอเรื่องราวของขาเม้าส์(ปอท) เขียนถึง |
![]() |
สำหรับคอกีฬาทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ลีกดิวิชั่น 2 ภูมิภาค พรีเมียร์ีลีกอังกฤษ |
![]() |
แกลเลอรี่ แหล่งรวบรวมภาพถ่ายสวยๆของวังเหนือ เรื่อง |
พบเรื่องราวของกิจกรรมสุดล้ำที่ทำเพื่อวังเหนือ มีอะไรน่าสนใจที่เด็กวังมีส่วนร่วมได้บ้าง ต้องตามติดประชิดอ่านโดยด่วน
ประวัติวัดพระเกิดที่โลกลืม
ณ ดินแดนเหนือสุดของจังหวัดลำปาง ออกจากตัวจังหวัดไปตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ไปทางทิศเหนือประมาณ 108 กิโลเมตร จะพบอำเภอหนึ่งของจังหวัดลำปาง คือ อำเภอวังเหนือ เดิมชื่อเมืองวัง
วัดพระเกิด ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านแม่เลียบ ตำบลทุ่งฮั้ว อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง เป็นวัดโบราณและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน แต่ก่อนเป็นวัดเอกและเป็นวัดประจำของชาวเมืองวัง เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
วัดพระเกิดมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระเจดีย์ ซึ่งมีความสูง 36 เมตร ฐานกว้าง 18 เมตร มองพระเจดีย์ใกล้ ๆ แล้วจะเกิดความศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก องค์เจดีย์เป็นศิลปะที่สวยงาม ละเอียดยากที่จะหาพระเจดีย์ที่อื่นเสมอพระเจดีย์วัดพระเกิดได้ โดยเฉพาะส่วนบนสุดของเจดีย์ที่ต่อจากฉัตร ก็จะมีแม่กาทองเด่นเป็นสง่าเป็นสัญลักษณ์ของเจดีย์วัดพระเกิดที่ไม่มีเจดีย์ที่อื่นมี บริเวณพระเจดีย์มีขนาดกว้างขวางมีกำแพงอยู่สองชั้น คือกำแพงชั้นในเรียกว่ากำแพงแก้ว มีกำแพงชั้นนอกทำด้วยศิลาแลงบริเวณลานพระเจดีย์ปูด้วยหินอ่อน


แม่กาขาว
ตำนานกำเนิดวัดพระเกิด(ตอนที่ ๒)
เรื่อง แสง หมู่เกรียง
ไม่ได้แปล แต่เรียบเรียงโดย ลูกไม้ไกลต้น
๓ มิถุนายน ๒๕๕๓
แม่กาหลังจากพลักพรากจากลูกกาทั้งห้าแล้วนั้น ก็ได้แต่เรียกร้องค้นหาอยู่ตลอดเวลา จนไม่เป็นอันกินอันนอน แม้จะกล้ำกลืนฝืนกินสักเพียงใด ข้าวน้ำก็ไม่สามารถล่วงไหลลงไปในคอในไส้ได้ ด้วยเพราะความทุกข์โศกที่อัดแน่นอยู่ในอกคอยพลักดันให้สำรอกออกมาเสียจนหมด ล่วงเข้าหลายวันแม่กาขาวจึงอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะบินหรือส่งเสียงเรียกร้องใดๆออกมาได้ ความอ่อนเพลียส่งผลให้แม่กาพลัดหล่นลงไปยังแม่น้ำวังอันเชี่ยวกราก กระแสน้ำได้พัดพาแม่กาขาวอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืนจนพาตัวเองขึ้นพ้นจากน้ำมาได้ที่บ้านแจ้คอน ด้วยไร้ซึ้งพละกำลังเสียแล้ว ขึ้นจากน้ำได้ไม่ทันไรแม่กาเป็นอันต้องพลัดตกจากคอนที่เกาะยึดอยู่อีกครั้ง พยายามพาตัวเองขึ้นจากน้ำคราใดก็มีอันต้องตกลงไปในน้ำอยู่เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไรผล สายน้ำวังยังคงพัดพาแม่กาขาวต่อไปยังบ้านแจ้ซ้อน แม่กาพยายามขึ้นฝั่งอีกครั้งที่นี้แต่ก็ไม่สำเร็จ สายน้ำยังคงพัดพาแม่กาขาวเรื่อยไป จนไปติดยังกิ่งไผ่ที่บ้านแจ่ห่ม(แจ่หรือแช่ ห่มหรือขย่ม) อาการหนาวสั่นเนื้องจากต้องแช่น้ำอยู่นานทำให้กิ่งไผ่ที่แม่กาอาศัยยึดเกาะอยู่นั้น สั่นไหวขึ้นๆลงๆ แม่กาขาวในตอนนี้ช่างดูสิ้นหวังทุกข์ทนทั้งกายใจยิ่งนัก
ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสทั้งกายใจที่เกิดขึ้นกับแม่กาขาวเป็นเวลาหลายวัน บั่นทอนชีวิตของแม่กาขาวลงไปทีละน้อยๆ
